สุดยอดอาหารไทย
ความงามไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า แต่ความงามจากภายในจากการมีสุขภาพดี จะสะท้อนออกมาให้เห็นจากผิวที่สดใสเต่งตึง การบริโภคสิ่งต่างๆเข้าสู่ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ผู้จัดการออนไลน์ได้ลงบทความเกี่ยวกับผลไม้ไทยที่มีวิตามินสูงและมีผลดีต่อสุขภาพ และยังมีบทความโดย Lucas Rockwood แห่ง Absolute Yoga ผู้หลงเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารไทย เพื่อให้คนไทยได้เห็นคุณค่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราแต่มองข้ามไป ทุกวันนี้เราหันไปเชื่อเทคโนโลยี ความทันสมัย และการโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง จึงได้จ่ายเงินมากมายไปกับ อาหารเสริม วิตามินมหัศจรรย์ต่างๆ โดยไม่หยุดคิดว่าสิ่งที่เราจ่ายไปนั้น เราหาได้ง่ายและถูกกว่าอย่างมากในอาหารไทยทั่วๆไป เป็นสิ่งที่เป็นชีวิตประจำวัน ไม่ต้องตั้งเวลาเตือนให้กินวิตามิน เดี๋ยวลืมแล้วจะไม่ได้ผล จ่ายเงินแล้วยังเพิ่มความยุ่งยากให้กับชีวิตอีก ลองหันมามองกันอย่างจริงจังเพื่อความสวยที่มีคุณภาพและประหยัด ไม่ต้องรอให้ชาวต่างชาติมาบอกอีกต่อไป
สุดยอดอาหาร อาหารไทย (โดย Lucas Rockwood)
อาหารที่มีชื่อของประเทศไทย คือ ผัดไท แกงมัสมั่น และต้มข่า และด้วยความคิดเชิงสุขภาพได้มีบทบาทมากขึ้นทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่เกาะสมุย ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพ
อย่างที่ทุกคนทราบ ส่วนผสมที่สดและใหม่ คือปัจจัยสำคัญของการมีสุขภาพดี แต่ไม่ใช่อาหารทุกชนิดจะมีคุณค่าเท่าเทียมกัน อาหารไทยเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และ สารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างพลังงาน ต้านทานโรคภัย และช่วยล้างและทำความสะอาดร่างกาย
มะพร้าวอ่อน
มะพร้าวคือหนึ่งในแหล่งอาหารชั้นเยี่ยม น้ำมะพร้าวยังเป็นหนึ่งในน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกเนื่องจากใช้เวลาในการกลั่นถึง 9 เดือน น้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยสารประกอบที่ช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้นขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย เนื้อมะพร้าวสีขาวเนียนยังเป็นแหล่งอุดมไปด้วย กรด Lauric แอนตี้แบคทีเรีย และไขมันอิ่มตัวที่ดีต่อหัวใจ และด้วยคุณสมบัติข้างต้นทำให้มะพร้าวอ่อนถูกใช้ทดลองในการผลิตเป็นยารักษาโรค HIV
เมล็ดงา
เมล็ดงาพร้อมเปลือก คือแหล่งสารอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม และยังมีโปรตีน ธาตุเหล็ก ไตรโคซาน แมงกานีส สังกะสี วิตามินบี1 ซึ่งการที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่จากเมล็ดงา คือการรับประทานแบบดิบกับสลัดผัก หรือ บดเพื่อนำมาทำแยมถั่ว (tahini)
พริกไทย
พริกไทยเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่หาได้ง่ายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแบบสด แบบแห้ง แบบป่น หรือแบบผง พริกไทยจะช่วยเสริมให้อาหารมีรสชาดดีขึ้น ในพริกไทยมีสารแคบไซซิน ที่ทำให้พริกไทยมีรสชาดเผ็ดร้อน แคบไซซินยังช่วยในการสลายสิ่งอุดตันในเส้นเลือด ลดความเจ็บปวด กระตุ้นการย่อยอาหาร กำจัดแบคที่เรียที่เกิดจากอาหาร และลดระดับคลอเรสเตอรอลอีกด้วย
พริกไทยมีเบต้าแครอทีนและวิตามินซีสูง ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและลดริ้วรอย แต่ต้องไม่รับประทานมากจนเกินไป เพราะอาจจะนำไปสู่ปัญหาในการย่อยอาหาร
เกลือทะเล
เกลือจากทะเลคือแหล่งรวมแร่ธาตุที่มีรสชาดดีกว่าเกลือธรรมดาที่ผ่านกระบวนการผลิตมา เช่น การฟอกสี เกลือทะเลจากธรรมชาตินี้จะมีสีเทาจางๆ และเกาะเป็นก้อน ประกอบไปด้วยโซเดียม โพแทสเซียม และแร่ธาตุอีก 84 ชนิด ซึ่งแหล่งเกลือธรรมชาติในประเทศไทย คือบริเวณชายฝั่งภาคใต้
มะละกอ
มะละกอมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ซึ่งเมื่อมะละกอสุกจะทำให้เอนไซม์นั้นลดปริมาณลง นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาหารไทยใช้มะละกอดิบในการทำอาหาร มะละกอหาได้ง่ายตลอดทั้งปี ดังนั้นถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร มะละกอคือทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง
ทุเรียน
ทุเรียนขึ้นชื่อว่าเป็น เจ้าแห่งผลไม้ มีรสชาดดี ที่อุดมไปด้วยไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม โพแทสเซียม วิตามินบี6 วิตามินซี และใยอาหาร
มะม่วง
มะม่วงอุดมไปด้วยเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร เร่งการเผาผลาญ และ ทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร สีส้มของมะม่วงเต็มไปด้วยพลังของเบต้าแครอทีน โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามิน C, B1, B2, B3, และ B6
เมนูสุดยอดอาหารไทย
CALCIUM DREAM SMOOTHIE
สมูตี้ทำง่าย สะดวก และอร่อย! เพียงแค่ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องปั่น และปั่นจนกระทั่งส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมเสริฟได้ทันที
น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ½ ถ้วย
กล้วย 2 ใบ
เนื้อมะพร้าวอ่อน
แยมถั่ว (tahini) หรือเมล็ดงา 1 ช้อนโต๊ะ
วานิลลาสกัด
PAPAYA CHUTNEY
PAPAYA CHUTNEYสามารถใช้เสิร์ฟเป็นเครื่องจิ้ม หรือ เสิร์ฟเป็นสลัดก็ได้
มะละกอ 2 ถ้วย
แตงกวา 3 ถ้วย
มะเขือขนาดย่อม 4 ลูก
หอมแดง 1/2 หัว
ขิงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
พริกแห้ง 1/4 ช้อนโต๊ะ
เกลือทะเล 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
ผักชี
LUCAS ROCKWOOD เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าพ่อครัวอยู่ที่ ABSOLUTE YOGA & THE LOVE KITCHEN ที่เกาะสมุย Lucasยังเป็นครูสอนโยคะ และสอนทำอาหารอีกด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฝึกโยคะ และโปรแกรมดีท็อกซ์ สามารถดูได้ที่ www.AbsoluteYogaSamui.com หรือโทร 66(0) 77 430-290
ผลไม้ไทย 30 ชนิดอุดมด้วย “สารทำลาย” มะเร็ง-ต้อกระจก-หัวใจ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 มกราคม 2551 12:45 น.
กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนให้คนไทยหันมารับประทานผัก-ผลไม้สดให้มากขึ้น ชี้ประโยชน์เพียบ โดยผลวิจัยล่าสุดพบมีผลไม้ 30 ชนิด ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี และเบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ทำลายอนุมูลอิสสระ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญก่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอาย
นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าในขณะนี้คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่เกิดมาจากพฤติกรรมการ กินการอยู่มากขึ้น มีข้อมูลการวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศบ่งชี้ว่า ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับสารที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ โดยอนุมูลอิสระดังกล่าวสามารถทำปฏิกิริยาโยงใยในร่างกายได้มากมาย ก่อให้เกิดการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคมะเร็ง และโรคหัวใจนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก
ทั้งนี้ คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว จากปี 2540 เสียชีวิต 26,237 คน เป็น 52,062 คน ในปี 2549 เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 ราย เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละ 34,000 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 4 ราย โดยอนุมูลอิสระนี้ มาจากภายนอกและภายในร่างกาย ได้แก่มลพิษในอากาศ จากควันบุหรี่ แสงแดด รังสีแกมมา คลื่นความร้อน ส่วนที่มาจากภายในร่างกายเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของอ็อกซิเจนภายในเซลล์ หรือเกิดจากย่อยทำลายเชื้อแบคทีเรียของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ก็ทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้
นพ.ปราชญ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยดังกล่าวพบว่ามีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่วิตามินอี วิตามินซีและเบต้าแคโรทีน สารทั้ง 3 ตัวนี้ สามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้ โดยวิตามินซี ซึ่งละลายน้ำได้จะทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระในเซลล์ที่เป็นของเหลว ป้องกันการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ส่วนวิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จะช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ วิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันที่อยู่ในรูปของเบตาแคโรทีน หรือแคโรทีนอยด์ ซึ่งมีในอาหารธรรมชาติประมาณ 600 กว่าชนิด ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก และมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพด้านอื่นๆ ได้แก่ ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ และต้อกระจก รวมทั้งลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิด และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างดี
มะม่วงน้ำดอกไม้อุดมด้วยเบต้าแคโรทีนมากที่สุด
ทั้งนี้สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ มีมากในผักผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะที่มีสีเขียว แดง แสด และเหลือง เช่น ผักใบสีเขียวเข้ม ได้แก่ ผักขม ผักคะน้า ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ มะม่วงสุก มะละกอสุก เป็นต้น วิตามินอี เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมัน และมีมากในน้ำมันพืชทั่วไป เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย เป็นต้น ในผักและผลไม้มีวิตามินอีค่อนข้างน้อย ส่วนวิตามินซีมีมากในผักและผลไม้สดทั่วไป
ด้านนพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยได้ทำการศึกษาแหล่งอาหารไทยที่มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้ง 3 ตัวนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลส่งเสริมให้ประชาชนทั่วประเทศได้บริโภคสารสำคัญนี้อย่าง ต่อเนื่องทุกวัน โดยศึกษาผลไม้ที่มีบริโภคในประเทศไทย 83 ชนิด ในปริมาณส่วนที่รับประทาน 100 กรัม ผลพบว่า
ผลไม้ที่พบสารเบตาแคโรทีนมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มี 873 ไมโครกรัม รองลงมาได้แก่ มะเขือเทศราชินีมี 639 ไมโครกรัม มะละกอสุกมี 532 ไมโครกรัม แคนตาลูปเหลืองมี 217 ไมโครกรัม มะปรางหวาน มี 230 ไมโครกรัม มะยงชิด มี 207 ไมโครกรัม สัปปะรดภูเก็ต มี 150 ไมโครกรัม แตงโม มี 122 ไมโครกรัม ส้มสายน้ำผึ้งมี 101 ไมโครกรัม และลูกพลับมี 93 ไมโครกรัม
ผลไม้ที่มีวิตามินอีสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ขนุนหนัง มี 2.38 มิลลิกรัม มะขามเทศ มี 2.29 มิลลิกรัม มะม่วงเขียวเสวยดิบ มี 1.52 มิลลิกรัม มะเขือเทศราชินี มี 1.34 มิลลิกรัม มะม่วงเขียวเสวยสุก มี 1.23 มิลลิกรัม มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มี 1.1 มิลลิกรัม มะม่วงยายกล่ำสุก มี 0.97 มิลลิกรัม กล้วยไข่ มี 0.47 มิลลิกรัม แก้วมังกรเนื้อสีชมพู มี 0.59 มิลลิกรัม และสตรอเบอรี มี 0.54 มิลลิกรัม
ส่วนผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ ฝรั่งกลมสาลี่ มี 187 มิลลิกรัม ฝรั่งไร้เมล็ดมี 151 มิลลิกรัม มะขามป้อม มี 111 มิลลิกรัม มะขามเทศ มี 97 มิลลิกรัม เงาะโรงเรียน มี 76 มิลลิกรัม ลูกพลับ มี 73 มิลลิกรัม สตรอเบอรี มี 66 มิลลิกรัม มะละกอแขกดำสุก มี 55 มิลลิกรัม พุทราแอปเปิล มี 47 มิลลิกรัม และส้มโอขาวแตงกวา มี 48 มิลลิกรัม
นอกจากนี้ ในกลุ่มของกล้วยต่างๆ 24 สายพันธุ์ มีทั้งเนื้อสีขาว สีเหลือง สีเหลืองอมแสด จากการศึกษา พบว่า กล้วยไข่พม่ามีสารเบตาแคโรทีนสูงสุด คือ 528 ไมโครกรัม รองลงมาคือกล้วยงาช้างมี 520 ไมโครกรัม กล้วยไข่โนนสูงมี 397 ไมโครกรัม กล้วยนางพญามี 393 ไมโครกรัม กล้วยไข่มี 271 ไมโครกรัม และกล้วยหักมุกนวลมี 270 ไมโครกรัม
ขนุนหนังมีวิตามีนอีสูงสุด
นพ.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยปกติเราจะได้รับสารอาหารทั้ง 3 ชนิดจากการรับประทานอาหารโดยทั่วไปน้อย เพราะถูกทำลายได้ง่ายจากความร้อน จึงต้องเพิ่มการรับประทานผลไม้และผักสดด้วย โดยแนะนำให้รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิดและให้ได้สัดส่วนตามธงโภชนาการ โดยใน 1 วันคนเราควรบริโภคผลไม้ให้ได้ วันละ 4 ส่วน โดย 1 ส่วนของผลไม้ หากเป็นผลไม้ขนาดเล็ก เช่น องุ่น ลิ้นจี่ ลำไย เท่ากับ 6-8 ผล, ผลไม้ขนาดกลาง เช่น ส้ม ชมพู่ กล้วยน้อยหน่า เท่ากับ 1-2 ผล ส่วนผลไม้ขนาดใหญ่เช่น แตงโม สับปะรด มะละกอ จะเท่ากับ 6-8 ชิ้นพอคำ
อย่างไรก็ดี ในกลุ่มที่ต้องคุมปริมาณน้ำตาล โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานอาจต้องเลือกผลไม้ที่รสไม่หวาน ในอเมริกาได้แนะนำให้ผู้ชายบริโภคแคโรทีนอยด์วันละ 6 มิลลิกรัม ในคนไทยแนะนำให้บริโภค วิตามินอีวันละ 6-15 มิลลิกรัม และวิตามินซีวันละ 40-90 มิลลิกรัม
No comments:
Post a Comment